Dolomites

 

หมู่บ้าน Santa Maddalena (ซานตา มัดดาเลนา) ในภาษาเยอรมันคือ St. Magdalena

ในหุบเขา Val di Funes  หมู่บ้านนี้คือจุดที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในอิตาลี ภาพที่คุณเห็นโบสถ์เล็กๆ ตั้งอยู่บนเนินหญ้าเขียวขจี โดยมีเทือกเขาหินปูนยอดแหลมคมที่ชื่อว่า Odle (Geisler) ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง นั่นคือที่นี่ 

นินได้ทำวีดีโอไว้ด้วยนะคะ เพื่อนๆ จะได้เห็นสถานที่จริง

จุดไฮไลต์ห้ามพลาด

โบสถ์ Santa Maddalena (Chiesetta di Santa Maddalena) เป็นโบสถ์เก่าแก่สไตล์โกธิคที่มีหอคอยหัวหอม ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงกว่าตัวหมู่บ้านเล็กน้อย

จุดถ่ายรูป: ให้เดินขึ้นไปตามเส้นทางเดินเท้าด้านหลังโบสถ์ (เส้นทางไป Panoramaweg) จะเห็นมุมมหาชนที่สวยที่สุด

โบสถ์ San Giovanni in Ranui (St. Johann in Ranui) ตั้งอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านออกมานิดหน่อยในทุ่งกว้าง Ranui

เป็นโบสถ์บาโรกขนาดเล็กที่มีชื่อเสียงเรื่องความโดดเดี่ยวและสวยงามท่ามกลางธรรมชาติ (ปัจจุบันมีการทำรั้วกั้น หากเพื่อนๆ ต้องการถ่ายรูปที่สวยต้องเข้าไปด้านใน โดยต้องเสียค่าธรรมเนียมหากต้องการเดินเข้าไปใกล้โบสถ์)

 

ทะเลสาบชื่อดังในเขตนี้

ทะเลสาบมิซูรินา (Lake Misurina) หรือ Lago di Misurina

ได้รับสมญานามว่า "ไข่มุกแห่งโดโลไมต์" (Pearl of the Dolomites) ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง $1,754$ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในเขตจังหวัด Belluno นี่มีชื่อเสียงเรื่อง "อากาศที่มีคุณภาพดีที่สุด" แห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจและหอบหืด ถึงขั้นมีศูนย์รักษาโรคหอบหืดสำหรับเด็ก (Pio XII Institute) ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเพียงแห่งเดียวในอิตาลี

เงาสะท้อนระดับมหาชน: ทะเลสาบแห่งนี้เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะน้ำที่นิ่งสงบจะสะท้อนภาพของยอดเขา Sorapiss และยอดเขา Marmarole ได้อย่างคมชัดราวกับกระจก

ประตูสู่ Tre Cime: มิซูรินาคือจุดพักสุดท้ายและเป็นทางผ่านสำคัญก่อนที่จะขับรถขึ้นไปยัง Tre Cime di Lavaredo (ยอดเขา 3 ยอดที่เป็นสัญลักษณ์ของโดโลไมต์)

ลานสกีและสเก็ตน้ำแข็ง: ในฤดูหนาว ทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็งจนสามารถลงไปเดินหรือเล่นสเก็ตได้ และยังเคยเป็นสถานที่จัดแข่งขันสเก็ตน้ำแข็งเร็วในโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1956 ด้วย

จุดถ่ายรูปยอดฮิต

  • Grand Hotel Misurina: โรงแรมสีเหลืองนวลขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ เมื่อถ่ายรูปจากฝั่งตรงข้ามโดยมีโรงแรมและเทือกเขาเป็นฉากหลัง จะได้ภาพที่ดูหรูหราและคลาสสิกมาก

  • วิวสะท้อนเขาสามยอด: หากเดินไปทางทิศเหนือของทะเลสาบ คุณจะเห็นยอดเขายักษ์ที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนลงบนผิวน้ำ

กิจกรรมแนะนำ

  • เดินรอบทะเลสาบ: มีทางเดินราบเรียบระยะทางประมาณ $2.6$ กม. ใช้เวลาเดินแบบชิลๆ ประมาณ 45 นาที

  • ขึ้นกระเช้า Col de Varda: นั่งกระเช้าขึ้นไปเพื่อชมวิวทะเลสาบจากมุมสูง และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเขาไปยังกลุ่มยอดเขา Cadini di Misurina (จุดถ่ายรูปหน้าผาที่กำลังฮิตในโซเชียล)

  • ลานสกีและสเก็ตน้ำแข็ง: ในฤดูหนาว ทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็งจนสามารถลงไปเดินหรือเล่นสเก็ตได้ และยังเคยเป็นสถานที่จัดแข่งขันสเก็ตน้ำแข็งเร็วในโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1956 ด้วยครับ

 

Pragser Wildsee (ปรากเซอร์ วิลด์เซ) หรือ Lago di Braies (ลาโก ดิ ไบรอิส)

ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ไข่มุกแห่งโดโลไมต์" และเป็นทะเลสาบที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดในอิตาลี ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Fanes-Sennes-Prags ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาโดโลไมต์ที่เป็นมรดกโลกของ UNESCO ตามตำนานของชาวลาดิน เชื่อว่าทางตอนใต้ของทะเลสาบ (บริเวณตีนเขา Seekofel) คือ "ประตูสู่ทางใต้ของอาณาจักร Fanes" ที่สาบสูญ

จุดถ่ายรูปยอดฮิต

  • The Boathouse (กระท่อมเรือไม้): นี่คือมุมมหาชนที่สุดในอินสตาแกรม กระท่อมไม้โบราณที่ยื่นลงไปในน้ำสีมรกต พร้อมเรือพายสีน้ำตาลเรียงราย เคล็ดลับ: หากต้องการถ่ายภาพบนท่าเรือไม้โดยไม่มีคนอื่น ต้องจองล่วงหน้าหรือมาถึงตั้งแต่ 6:00 - 7:00 น.

  • เงาสะท้อนยอดเขา Seekofel: ยอดเขาหินปูนทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่หลังทะเลสาบ เมื่อน้ำนิ่งสนิทภาพสะท้อนจะชัดเจนเหมือนกระจก

  • มุมจากเรือพาย: การเช่าเรือพายออกไปกลางทะเลสาบจะช่วยให้คุณได้ภาพมุมมองกว้าง (Panorama) ที่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นติดเฟรม

กิจกรรมแนะนำ

  • เช่าเรือพาย (Rowing Boats): ราคาประมาณ 15-55 ยูโร (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นแบบส่วนตัวหรือแชร์) เปิดบริการตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม

  • เดินวนรอบทะเลสาบ: เส้นทางเดินง่ายๆ ระยะทางประมาณ 4 กม. ใช้เวลา 1-1.5 ชม. วิวระหว่างทางจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามมุมแสง

 

ทะเลสาบคาเรซซา (Lake Carezza) หรือภาษาอิตาลีคือ Lago di Carezza

คืออัญมณีสีมรกตแห่งเทือกเขาโดโลไมต์ ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,520 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ใกล้กับเมือง Bolzano ที่นี่มีความโดดเด่นทั้งในเชิงตำนานและทัศนียภาพจนได้รับฉายาว่า "Rainbow Lake" (ทะเลสาบสายรุ้ง)

ความพิเศษของที่นี่คือ สีของน้ำ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามมุมแสง ตั้งแต่สีเขียวมรกตเข้มไปจนถึงสีฟ้าคราม ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันว่า:

ครั้งหนึ่งมีพ่อมดชื่อ Masaré ตกหลุมรักนางเงือกที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบนี้ เขาพยายามล่อเธอขึ้นมาด้วยการสร้าง "สายรุ้งที่ทำจากอัญมณี" พาดผ่านท้องฟ้า แต่เขาลืมปลอมตัว นางเงือกเห็นเข้าจึงตกใจและดำดิ่งลงไปใต้ชลธีไม่กลับมาอีกเลย พ่อมดโกรธแค้นจึงกระชากสายรุ้งและอัญมณีทั้งหมดทุ่มลงไปในทะเลสาบ ทำให้น้ำที่นี่ส่องประกายระยิบระยับเป็นสีรุ้งมาจนถึงทุกวันนี้

จุดถ่ายรูปยอดฮิต

  • The Classic Postcard View (ฝั่งเหนือ): เป็นจุดที่คุณจะเห็นเงาสะท้อนของเทือกเขา Latemar ที่มีลักษณะเป็นหยักๆ คล้ายฟันเลื่อย สะท้อนลงบนผิวน้ำสีมรกตอย่างชัดเจนที่สุด ช่วงเวลาที่สวยที่สุด: แนะนำให้ไปช่วง พระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก แสงที่ตกกระทบยอดเขา Latemar จะกลายเป็นสีส้มชมพู (Alpenglow) และสะท้อนลงน้ำได้สวยที่สุด

  • Platform ริมทางเดิน: มีระเบียงไม้ที่สร้างไว้เป็นจุดชมวิวหลัก (Panorama Platform) ซึ่งเหมาะกับการถ่ายภาพมุมกว้าง (Wide-angle) เพื่อเก็บทั้งทะเลสาบ ป่าสน และยอดเขาในเฟรมเดียว

  • ทางเดินรอบทะเลสาบ: หากเดินวนรอบทะเลสาบ (ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที) คุณจะได้มุมถ่ายภาพผ่านช่องว่างของต้นสนสปรูซ (Spruce) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนภาพวาด

ท่านสามารถที่จะส่งรายละเอียดระยะเวลาและโปรแกรมคร่าวๆ ของท่านให้เรา เพื่อที่เราสามารถที่จะเสนอราคาที่ดีที่สุดให้กับท่าน

This site is protected by reCAPTCHA and the Google Privacy Policy and Terms of Service apply.